หมวดหมู่

Table of Contents

หลุมสิว คืออะไร ? รักษาเองได้ไหมนะ

หลุมสิว เป็นปัญหาผิวทำให้เกิดความกังวลใจเมื่อเป็นขึ้นมา และใครหลายๆ คนอยากที่จะหลีกเลี่ยงการเป็นหลุมสิว ซึ่งในบทความนี้หมอจะมาบอกข้อมูลเกี่ยวกับหลุมสิวทั้งหมดว่าหลุมสิวคืออะไร หลุมสิวเกิดจากอะไร มีหลุมสิวแบบไหนบ้าง รวมถึงวิธีการป้องกันไม่เกิดหลุมสิวในอนาคต

หลุมสิวคืออะไร แล้วเกิดจากอะไรนะ?

หลุมสิว (Acne Scars) คือรอยสิวที่มีลักษณะเป็นหลุมอยู่บนผิวมีขนาดไม่ใหญ่มากประมาณ 3 – 5 มิลลิเมตรขึ้นอยู่กับชนิดหลุมสิว ​เมื่อเป็นหลุมสิวบนผิวแล้วจะทำให้ผิวขรุขระไม่เรียบเนียนสามารถมองเห็นได้ชัดเจนซึ่งประเภทรอยสิวแบบหลุมสิวเป็นรอยสิวที่รักษายากที่สุด เนื่องจากมีหลุมสิวจะลงลึกเข้าไปสู่ชั้นผิวได้ถึงชั้นรูขุมขน ร่างกายจึงไม่สามารถสมานแผลรักษาหลุมสิวให้หายได้ด้วยตัวเองจึงทำให้หลุมสิวจะอยู่บนผิวอย่างถาวรต้องใช้วิธีทางการแพทย์รักษาให้หลุมสิวค่อยๆดีขึ้นจนผิวกลับมาเรียบเนียน

หลุมสิวเกิดจากอะไรนะ?

สาเหตุของหลุมสิวเกิดจากทั้งการรักษาสิวผิดวิธี และประเภทสิวบางชนิดที่ขึ้นมาบนผิวและทำให้มีโอกาสเกิดเป็นหลุมสิวหลังจากที่สิวหายไปแล้ว ซึ่งมีสาเหตุการเกิดหลุมสิวทั้งหมดดังนี้

  • บีบสิว

การบีบสิวนอกจากจะทำให้เกิดรอยสิวอย่างรอยดำ รอยแดงแล้ว ยังสามารถทำให้เกิดหลุมสิวได้ด้วย เนื่องจากการบีบสิวทำให้ผิวอักเสบมากขึ้นอาจลงลึกไปในชั้นผิวแท้เกิดการยุบตัวของผิวหนังกลายเป็นหลุมสิวขึ้นมา

  • ร่างกายสมานแผลได้ไม่ดี

คอลลาเจนในผิวอาจมีน้อยไม่เพียงพอต่อการซ่อมแซมผิว ทำให้ร่างกายฟื้นฟูผิวได้ไม่เต็มที่ สร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาทดแทนใหม่เพื่อสมานแผลที่เกิดจากสิวได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็นจึงเกิดเป็นหลุมสิว

  • สิวหัวช้าง

เป็นสิวอักเสบชนิดรุนแรงลักษณะสิวจะไม่มีหัวสิวขึ้นมาบนชั้นผิว แต่จะรู้สึกถึงก้อนแข็งใต้ชั้นผิวเมื่อสัมผัสจะรู้สึกเจ็บ เนื่องจากสิวหัวช้างเป็นสิวที่มีขนาดใหญ่จึงทำให้เกิดหลุมสิวได้ง่ายหากรักษาไม่ถูกต้อง หรือปล่อยสิวทิ้งไว้ไม่รักษา

  • สิวหนอง

เป็นสิวอักเสบที่ไม่รุนแรงสามารถสังเกตได้ง่ายเพราะหัวสิวมีหนองอยู่ภายใน และหนองสามารถจะทำลายเนื้อเยื่อ และผิวหนังในบริเวณที่เป็นสิวได้หากไม่รักษาสิวหนอง หรือรักษาผิดวิธีอย่างการบีบสิวมีโอกาสเกิดเป็นหลุมสิวได้

สิวแบบไหนทำให้เป็นหลุมสิว

ลักษณะของสิวที่สามารถทำให้เกิดหลุมสิวได้ มีดังนี้

  • สิวหัวช้าง (Cust) 

สิวขนาดใหญ่ที่มีหนองและเลือดปนอยู่ภายในหัวสิว ต้องใช้เวลารักษานานและอาจเกิดการอักเสบบริเวณผิวหนังที่เป็นสิวได้

  • สิวอักเสบรุนแรง (Pustule) หรือสิวหัวหนอง

เป็นสิวที่มักจะทำลายเซลล์ผิวที่อยู่ใต้ผิวหนังและคอลลาเจนในชั้นผิว หากรักษาไม่ถูกวิธีก็อาจจะทิ้งแผลเป็นจากสิวหรือหลุมสิวเอาไว้ได้

  • สิวที่ติดเชื้อแบคทีเรียจนลุกลามทั่วชั้นใต้ผิวหนัง (Nodule) หรือสิวอักเสบแดงเป็นก้อนลึก 

มักเกิดจากการบีบหรือกดสิว จนทำให้แบคทีเรียและน้ำมันในสิวแตกกระจายอยู่ใต้ผิวหนัง และทำให้เกิดการอักเสบบวมแดงรุนแรง

ลักษณะหลุมสิว

หลุมสิวแบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามระดับความรุนแรงของผิวหนังที่ยุบตัว ซึ่งการรักษาหลุมสิวแต่ละประเภทก็มีความยากง่ายแตกต่างกัน และเหมาะกับเทคนิคการรักษาที่ต่างกัน ดังนี้

  • หลุมสิวแบบ Rolling Scar

เป็นหลุมสิวที่อยู่ในระดับไม่รุนแรงมากสามารถรักษาให้หายได้ง่าย มีลักษณะเป็นวงกลม หรือวงรี และลึกลงไปในชั้นผิวคล้ายกับแอ่งก้นกระทะกว้างประมาณ 4 – 5 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นหลุมสิวที่กว้างที่สุด แต่ระดับความลึกของหลุมสิวประเภทนี้ไม่ได้ลึกมาก และขอบของหลุมสิวจะมองเห็นได้ไม่ชัดเหมือนกับหลุมสิวแบบอื่นๆ

  • หลุมสิวแบบ Box Scar

เป็นหลุมสิวที่อยู่ในระดับรุนแรงปานกลางสามารถรักษาให้หายได้ มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมกว้างประมาณ 3 –4 มิลลิเมตรเห็นขอบหลุมสิวได้อย่างชัดเจน และลึกลงไปในชั้นผิวเป็นรูปแบบกล่องสี่เหลี่ยมความกว้างของปากหลุมสิวกับก้นหลุมสิวจะกว้างเท่ากัน ส่วนระดับของความลึกนั้นจะไม่ลึกถึงชั้นรูขุมขนจึงทำให้รักษาให้หลุมสิวหายได้อยู่

  • หลุมสิวแบบ Ice Pick Scar

เป็นหลุมสิวที่มีระดับความรุนแรงมากที่สุดในทุกประเภทหลุมสิว สามารถรักษาให้หายได้ค่อนข้างยากกว่าประเภทอื่นๆ ลักษณะหลุมสิวจะเห็นเป็นจุดๆ บนชั้นผิวกว้างไม่เกิน 2 มิลลิเมตรซึ่งเป็นปากหลุมสิวที่แคบที่สุด สามารถเห็นขอบหลุมสิวได้อย่างชัดเจน และลึกลงไปในชั้นผิวเป็นทรงกรวยลึกมีความลึกได้ถึงประมาณ 0.5 มิลลิเมตรซึ่งลึกถึงชั้นรูขุมขนได้จึงทำให้การรักษาหลุมสิวหายได้ยากกว่าหลุมสิวแบบอื่นๆ

หลุมสิวรักษาอย่างไรได้บ้าง

  1. เลเซอร์

เป็นการรักษาที่ให้ประสิทธิภาพสูง โดยการใช้คลื่นแสงที่มีความยาวคลื่นแตกต่างกัน ยิงไปที่ผิวหน้า ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ทำลายพังผืดที่ยึดก้นหลุมสิวเอาไว้ ช่วยให้เซลล์ผิวถูกสร้างขึ้นมาใหม่ในเวลาอันสั้น ส่งผลให้หลุมสิวตื้นขึ้นได้ เลเซอร์ที่นิยมนำมารักษาจะมีอยู่ 2 แบบ คือ  Erbium Yag Laser เลเซอร์ที่ใช้ความยาวคลื่น 2,490 นาโนเมตร ส่วนอีกแบบก็คือเลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์ ใช้ความยาวคลื่น 10600 นาโนเมตร 

ข้อดีของการรักษาด้วยเลเซอร์ คือ ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน สร้างเซลล์ผิวใหม่ ผลัดเซลล์ผิวเก่าทำให้ผิวชั้นบนเรียบเนียนขึ้น และสามารถลดปัญหารูขุมขนกว้างได้ แต่จะต้องทำ 4-6 ครั้งขึ้นไป และเว้นระยะห่างในการรักษาประมาณ 2-3 สัปดาห์ เพื่อให้ชั้นผิวมีระยะเวลาการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินใหม่มาทดแทนผิวที่เสียหาย

ข้อควรระวังคือหลังจากทำเลเซอร์ จะมีผลข้างเคียง ผิวแดง มีการตกสะเก็ด ผิวแห้ง ลอก อาจจะต้องใช้ระยะเวลาในการพักฟื้น งดการออกแดดจัดและทาครีมกันแดดทุกครั้ง

  1. การกรอผิว

เป็นการผลัดเซลล์ผิวโดยการใช้เครื่องมือกรอผิวหนังชั้นกำพร้าออก ด้วยเกล็ดอัญมณีที่มีขนาดเล็ก เพื่อเผยผิวใหม่ที่ร่างกายสร้างมาแทนที่ แถมยังช่วยให้คอลลาเจนและโปรตีนผิวทำงานได้ดีขึ้น วิธีนี้จะต้องใช้ความชำนาญของแพทย์สูง โดยทั่วไปจะต้องทำต่อเนื่อง 8-10 ครั้ง ขึ้นอยู่กับปัญหาสิว ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับเทคนิคและความชำนาญของแพทย์ สำหรับการกรอผิวด้วยเกล็ดอัญมณีมีข้อควรระวังก็คือ อาจมีการระคายเคืองผิว มีรอยแดง หรือผิวไวต่อแสงแดด ทำให้เกิดรอยดำ รอยด่างขาวได้

  1. การทำทรีทเม้นท์ AHA

เป็นการลอกผิวหน้าด้วยกรดผลไม้ โดยจะลอกผิวหรือผลัดเซลล์ผิวชั้นบนออก เพื่อกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ลดการทำงานของเม็ดสี ช่วยให้ผิวกระจ่างใสขึ้น ลดเลือนริ้วรอยตื้นๆ รอยแดง รอยดำจากสิวได้ดี

  1. การผ่าตัดหลุมสิว

เป็นการผ่าตัดเพื่อเย็บปิดปากหลุมสิวที่เห็นผลได้อย่างรวดเร็ว ทันใจ เหมาะกับหลุมสิวที่มีขนาดใหญ่ หรือหลุมแบบแอ่งกระทะ แต่การรักษาด้วยวิธีนี้ขึ้นอยู่กับอายุสภาพผิว ความลึก ความกว้าง ลักษณะของรอยหลุม และการตอบสนองของแต่ละคนด้วย

ข้อดี คือ เป็นวิธีการสร้างแผลใหม่ ซึ่งเวลาที่ผิวเกิดการบาดเจ็บ หรือมีแผลใหม่ และทำลายพังผืด ก็จะมีการกระตุ้นคอลลาเจนไปในตัว ทำให้เห็นผลการรักษาแบบชัดเจน

ควรระวัง คือ หลังการผ่าตัดจะต้องดูแลตัวเองอย่างดี โดยอาจจะใช้เวลาถึง 2 เดือนรอยแผลจึงจะเริ่มดีขึ้น และควรหลีกเลี่ยงแสงแดดประมาณ 2 สัปดาห์และห้ามโดนน้ำอย่างน้อย 3 วัน

  1. การฉีดฟิลเลอร์เพื่อเติมเต็มหลุมสิว

เป็นการฉีดสารเติมเต็มเข้าไปในผิว เพื่อแก้ปัญหาริ้วรอย การหย่อนคล้อย หรือปัญหาหลุมสิวเมื่อฉีดเข้าไปจะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ไม่ทิ้งรอยแผล ไม่ต้องพักฟื้น ผิวจะอิ่มฟู กระชับ และเรียบเนียนขึ้น  วิธีนี้สามารถรักษาได้เห็นผลประมาณ 30-70% เพราะเป็นการฉีดสารเข้าไปเติมเต็มในทันที ไม่ต้องรอให้ร่างกายสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาเอง เหมาะสำหรับคนที่มีรอยหลุมไม่เกิน 1 ปี และหลุมสิวประเภท Rolling Scar เพราะยังไม่มีพังผืดเกาะที่หลุม

ข้อดี คือ ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวอิ่มน้ำ ชุ่มชื้น ไม่ต้องเสียเวลาพักฟื้น ไม่เกิดรอยแผลสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้เลย

ข้อควรระวัง คือ อาจจะต้องเลือกทำกับหมอที่มีความชำนาญเท่านั้น เพราะหากบริเวณหลุมมีพังผืด หมอจะต้องใช้เข็มเซาะพังผืดพร้อมๆไปกับการเติมฟิลเลอร์ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงาม

  1. คลื่นวิทยุ

วิธีนี้จะคล้ายกับการใช้เลเซอร์ โดยใช้คลื่นวิทยุ RF เป็นการปล่อยพลังงานที่ทำให้เกิดความร้อนที่ชั้นผิว เพื่อกระตุ้นให้มีการสร้างคอลลาเจนที่ผิวชั้นล่าง แต่ก็มีผลข้างเคียงเช่นกัน เช่น หน้าบวมแดง ต้องใช้ระยะเวลาในการพักฟื้น แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะคล้ายกับการเลเซอร์

  1. ฉีดเมโสรักษาหลุมสิว

การฉีดเมโสที่มีส่วนผสมช่วยให้ลดรอยดำบนใบหน้า รวมถึงวิตามินต่างๆที่ช่วยบำรุงผิว เช่น คอลลาเจน, โคเอนไซม์, วิตามิน a, b, c, e, g, glutatione ช่วยกระชับรูขุมขน พร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้เซลล์ผิวใหม่ ช่วยฟื้นฟูซ่อมแซมผิวให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น เหมาะกับการรักษาหลุมสิวที่มีความรุนแรงไม่มาก หลังจากฉีดเมโสจะทำให้ผิวชุ่มชื้น อิ่มน้ำ ฟูเด้ง เรียบเนียน ผิวกักเก็บความชุ่มชื้นได้ดีขึ้น

  1. แต้มด้วยกรด TCA

เป็นกรดที่ใช้ลอกผิวหน้า ช่วยรักษาหลุมสิวมีความเข้มข้นตั้งแต่ 10 ถึง 100% โดยจะแต้มทิ้งไว้ 3-4 นาที แล้วล้างออก จะเกิดเป็นรอยด่างขาวขึ้น แล้วทิ้งไว้ 3-4 วัน รอยด่างจะกลายเป็นสะเก็ดแผลสีน้ำตาล ห้ามแกะเด็ดขาด ปล่อยให้หลุดออกเองตามธรรมชาติ หลุมสิวจะถูกกระตุ้นให้ตื้นขึ้น

เป็นหลุมสิวรักษาเองได้ไหม

สามารถทำให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้นจากการกระตุ้นคอลลาเจนรอบ ๆ หลุมสิวด้วยยาในกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ (Retinoids) แต่จะไม่สามารถรักษาหลุมสิวได้โดยตรง การรักษาหลุมสิวที่มีประสิทธิภาพและดีที่สุด คือ การรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง ดังนั้นใครที่มีปัญหาหลุมสิว แนะนำให้รีบมาพบคุณหมอเพื่อตรวจอย่างละเอียด เนื่องจากลักษณะหลุมสิวของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ทำให้แต่ละลักษณะหลุมสิวจึงเหมาะกับเทคนิคการรักษาเฉพาะแต่ละบุคคล

มีสิวอยู่แล้ว จะดูแลยังไงไม่ให้เกิดหลุมสิว

ถึงวิธีแก้ปัญหาหลุมสิวจะมีอยู่หลากหลายวิธี แต่หมอคิดว่า กันไว้ดีกว่าแก้เสมอ ฉะนั้นเราจะมีวิธีการดูแลรักษาหน้าอย่างไรให้เกิดปัญหาหลุมสิว-แผลเป็นจากสิวน้อยที่สุด

  • รักษาความสะอาด

ความสะอาดเป็นปัจจัยสำคัญของผิวหน้าไม่กลายเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรีย และเป็นสิ่งที่ทุกคนทำได้เพื่อลดปัญหาการเกิดสิว เพียงแค่ล้างหน้าอย่างสม่ำเสมอ และดูแลข้าวของเครื่องใช่ส่วนตัวให้สะอาดก็ช่วยได้

  • รักษาสิวให้ถูกวิธี

เมื่อเป็นมีปัญหาสิวไม่ว่าจะเป็นสิวอุดตัน สิวอักเสบ สิวฮอร์โมนหรือสิวที่เกิดจากการใช้ยากลุ่มเสตียรอยด์ หมออยากแนะนำให้เข้ารักษาหมอผิวหนังเพื่อให้ได้รับทรีตเมนต์ที่ดีที่สุด การรักษาของหมออาจจะเป็นการใช้ยาแต้มที่เป็นยาปฏิบัติชีวนะ ยากลุ่มเรตินอยด์ ยากลุ่มซาลิไซลิก แอซิด หรือเป็นการฉีดยาเพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย

  • บำรุงผิวอย่างต่อเนื่อง

การใช้สกินแคร์เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ป้องกันการเกิดสิวและรอยสิวได้ดีมาก เนื่องจากสกินแคร์ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้เซลล์และช่วยให้ผิวหน้าฟื้นฟูการอักเสบ นอกจากนี้การใช้สกินแคร์อย่างต่อเนื่องยังช่วยควบคุมความมันและปรับสมดุลให้เซลล์ผิว และอย่างไรก็ตาม เราต้องไม่ลืมที่จะเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับผิวของตัวเองด้วย

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดหลุมสิว

สำหรับใครที่ไม่อยากเป็นหลุมสิว มีหลุมสิวขึ้นมาบนผิวทำให้ผิวไม่เรียบเนียน หรือกำลังหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดหลุมสิวขึ้นมาบนผิวอีกก็มีวิธีป้องกันการเกิดกันหลุมสิวดังนี้

  • ไม่บีบสิว

การที่บีบสิว หรือแกะสิวเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดหลุมสิว จึงควรหลีกเลี่ยงการบีบสิว แกะสิว เพราะจะทำให้การอักเสบลงลึกไปในชั้นผิวมากกว่าเดิม ร่างกายจึงมีความลำบากในการสมานแผลได้ยากขึ้นและใช้เวลานานขึ้น หากรักษาไม่หายก็จะเกิดเป็นหลุมสิว หรือเป็นแผลเป็นได้

  • รักษาสิวอย่างถูกวิธี

เมื่อเป็นสิวขึ้นมาบนผิวแล้วควรหาวิธีรักษาสิวให้ถูกวิธีเหมาะสมกับประเภทสิวที่เกิดขึ้นมา หากรักษาด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง หรือปล่อยสิวถึงไว้ไม่รักษาให้หายจะทำให้สิวเกิดการอักเสบมากกว่าเดิมมีโอกาสมากขึ้นที่ทำให้เกิดหลุมสิว ถ้าใครไม่มั่นใจว่าสิวที่เป็นอยู่ควรรักษาอย่างไรกลัวรักษาผิดวิธี แนะนำให้เข้ามาพบแพทย์เพื่อปรึกษาขั้นตอนในการรักษาค่ะ

  • เสริมเกราะป้องกันผิว

ถ้ามีเกราะป้องกันผิวที่แข็งแรงจะลดการเกิดสิวขึ้นมาบนผิวได้น้อยลง ไม่ทำให้ผิวแพ้ง่าย ลดโอกาสที่จะเป็นหลุมสิวหลังจากเป็นสิว ซึ่งการเสริมเกราะป้องกันผิวควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ Ceramide, Urea, Hyaluronic Acid หรือกินวิตามินอย่างวิตามินซี โอเมก้า 3 ก็จะช่วยทำให้เกราะป้องกันผิวแข็งแรงขึ้นได้

  • เพิ่มคอลลาเจนในชั้นผิว

การที่มีคอลลาเจนในชั้นผิวน้อยจะทำให้ผิวเสื่อมสภาพได้ง่าย เช่นผิวหย่อนคล้อย ผิวแห้ง และซ่อมแซมแผลได้ช้าลงด้วยดังนั้นควรจะเพิ่มคอลลาเจนในร่างกายด้วยการกินอาหารเช่น ถั่ว ผักผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน หรือจะเป็นอาหารเสริมที่ช่วยเพิ่มคอลลาเจน และควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทากันแดดอยู่เป็นประจำเพื่อรักษาคอลลาเจนในผิวให้อยู่ได้นานขึ้นค่ะ

สรุป

หลุมสิวเป็นรอยสิวที่ไม่รักษาให้หายได้เองตามธรรมชาติ ซึ่งหลุมสิวนั้นเกิดขึ้นได้จากการรักษาสิวผิดวิธีอย่างการแกะสิว บีบสิว และสิวบางประเภททำให้มีโอกาสเกิดหลุมสิวได้ง่ายขึ้น โดยมีหลุมสิวด้วยกัน 3 แบบแต่ละแบบจะมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไปทั้งรูปร่างของหลุมสิว ความลึกของหลุมสิว และระดับความรุนแรงก็จะไม่เท่ากันด้วย

BOTOX

ย้อนเวลาแห่งวัย คืนหน้าเรียว เริ่มต้น
฿ 6,990
  • Botox กราม
  • Botox ริ้วรอย
  • Botox หางตา
  • อื่นๆ

FILLER

เติมเต็มให้ละมุนทุกมิติ เริ่มต้น
฿ 6,990
  • ฟิลเลอร์ปาก
  • ฟิลเลอร์คาง
  • ฟิลเลอร์ใต้ตา
  • อื่นๆ

MESOTHERAPY

บำรุงชั้นผิวให้ด้วยมัลติวิตามิน เริ่มต้น
฿ 2,990
  • เมโสหน้าใส
  • เมโสแฟต
  • เมโสผม
  • อื่นๆ

บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

ทำไม Diode ต้องทำที่ Zigma Clinic

เส้นขนเล็กๆ เรื่องเล็กๆ ที่ไม่เล็กสำหรับคนที่เสียความมั่นใจในการแต่งตัว นอกจากขนจะทำให้ร่างกายไม่สวยงาม

Read More »

เมโสหน้าใส ต่างกับ ฟิลเลอร์งานผิว ยังไงนะ

เมโสหน้าใส และฟิลเลอร์งานผิว ซึ่งทั้งสองตัวนั้นให้ผลลัพธ์ที่เหมือนกันคือผิวสวยใส แต่เคยสงสัยกันหรือไม่ว่าทั้งสองตัวนี้นั้นเหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไร

Read More »
Zigma Clinic

Zigma Clinic คือคลินิกเสริมความงามที่มุ่งเน้นการรักษาคนไข้ ด้วยการใช้นวัตกรรมทางความงามปรับรูปหน้า โดยไม่ต้องผ่าตัด ที่ได้มาตรฐาน โดยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญที่มากประสบการณ์เน้นให้บริการที่ตอบโจทย์กับทุกความต้องการ

Navigation

Address

ซิกม่า คลินิก 2 26 ถ. ราษฎร์พัฒนา แขวงราษฎร์พัฒนา เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร 10240

Call Us

+66629977838

Email Address

zigmaclinic2022@gmail.com